ว่าด้วยเรื่อง “การฝึกงาน” (Part 1)

ว่าด้วยเรื่อง “การฝึกงาน” (Part 1)

ไม่ได้อัพซะนานจนเห็ดขึ้นแล้วนะเนี่ย ฮ่าๆๆ บอกว่าจะมาอัพเดทชีวิตตัวเอง ก็ไม่ได้ทำ (น่าสมเพชยิ่งนัก =w=;) เอาเป็นว่าอย่ารอช้า มาฟังข้าพเจ้าเล่า(บ่น)สัพเพเหระชีวิตตัวเองกันเลยดีกว่า…

คงมีนักศึกษาหลายๆ คน ที่ตอนนี้ยังไม่ได้ฝึกงาน เพราะถ้าท่านต้องไปฝึกงานเมื่อไหร่ละก็ นั่นหมายความว่า ชีวิตในวัยเด็กของท่านกำลังจะสิ้นอายุขัยแล้ว…

ทุกคนพอรู้ว่าจะต้องฝึกงานก็เริ่มที่จะคิดวาดฝันไปกับที่ทำงานหลายๆ แบบ … บางคนก็ไม่อยากจะไปฝึก … บางคนก็ตื่นเต้นที่จะได้ไปฝึกงาน …นานาจิตตัง… เอาเป็นว่า จะคิดอะไรยังไง สุดท้ายทุกคนจบออกไปไม่ว่าจะใช้เวลากี่ปีก็ตาม สุดท้่ายก็ต้องทำงาน…

เริ่มจากหาที่ฝึกงานก่อน บางคนก็ได้มหาลัยหาให้เลย แต่มหาลัยเรากลับปล่อยให้นักศึกษาไปผจญโลกกว้างหางานเองกันเลย ฮ่าๆ …. ก็เริ่มจากรวบรวมผลงานที่เคยทำกันมา (ใครไม่ค่อยมีนี่ คงคิดหนักหน่อย แต่ถ้ายังอีกนานที่จะฝึก ก็ขอแนะนำให้รีบทำผลงานให้เยอะๆ เข้าไว้ ถ้าอยากไปฝึกบริษัทดังๆ นะ เค้าดูจากปริมาณผลงาน กับคุณภาพเป็นอันดับต้นๆ จ๊ะ) แล้วก็นำมาทำเป็น Portfolio … ตรงนี้ก็จะมีคำถามผุดขึ้นมาอีกหลายสิบคำถามเลยว่า จะทำพอร์ตรูปแบบไหนดี บางคนก็ทำเป็น Showreel (ส่วนใหญ่พวกผลงาน 3D จะทำกัน) (showreel = คลิปที่รวมผลงานให้ดูคร่าวๆ เลือกเฉพาะผลงานที่ดีที่สุดมา ประโยชน์คือ: ง่ายต่อการเปิดดู แต่ถ้าผลงานมีน้อยและไม่เจ๋งจริง การทำแบบนี้ก็ถือว่าไม่ประสบความสำเร็จหรอก) … บางคนก็ทำเป็นผลิตภัณฑ์พอร์ตเลย แบบดีไซน์อะไรเสร็จ อันนี้ก็เจ๋งนะ ถ้าเอาไปใช้สมัครงานจริงๆ แต่มันก็สิ้นเปลือง และเวิ่นเว้อ เพราะบางที่เค้ายึดไปเลยล่ะ = =; ต่อให้รับเราหรือไม่ก็ตาม… แต่ที่จะแนะนำให้ทำง่ายๆ ก็คือ รวมผลงาน แยกใส่เป็นโฟลเดอร์ให้ชัดเจนไป ตามประเภทของผลงาน หรือปีที่ทำ เวลาเค้าเปิดดู จะได้เข้าถึงง่าย หรือจะทำแฟลชไปก็ได้ แต่ต้องแปลงให้เป็น exe นะ ไม่งั้นจะมีปัญหาตอนเปิดอีก ทำปกใส่กล่องซีดีหรือดีวีดีด้วย จะได้ดูหรูหราหน่อย ซึ่งต้นทุนตำกว่าจะไปดีไซน์แพ็คเกจเอง… พอทำเสร็จ ก็ต้องเอาไปยื่นที่บริษัท แนะนำให้ไปยื่นด้วยตัวเองถึงที่ แต่งตัวสุภาพและดูดีที่สุดในชีวิต ใส่ซองเอกสารอะไรให้หพร้อมยื่น บางที่ก็ได้สัมภาษณ์สดเลย บางที่ก็รอเรียกมาสัมภาษณ์ทีหลัง ก็แล้วแต่ไป …

การสัมภาษณ์ แต่งตัวให้ดีที่สุดเช่นเดิม เรียบร้อยสุภาพ … พอไปถึงก็สวัสดียกมือไหว้พี่ๆ ทุกคน … ไม่ต้องเกร็งมาก เอาให้เป็นตัวเองมากที่สุด ถือซะว่าคนสัมภาษณ์ก็คน ไอเราก็คน (ถ้าคิดว่าเป็นเพื่อนกันได้เลยยิ่งดี ฮาๆ จะได้ไม่เกร็ง) เวลาเค้าถามอะไร ก็ตอบตามจริงไปเลย ไม่จำเป็นต้องตอบเสแสร้งให้ดูดีหรอก เพราะเชื่อมั้ยว่า พี่เค้าดูออก! เพราะงั้นก็จงเป็นตัวของตัวเองให้เต็มที่เถิดหนา … ส่วนคำถามที่เค้าจะถาม คิดว่าทุกคนคงจะเดาได้คร่าวๆ อาจจะมีคำถามพิศดารหลุดมาบ้าง แต่ก็ถือว่าตอบไปขำๆ ละกัน ฮาๆ เป็นกันเองเท่านั้นค่ะ … บางคนก็ไม่ค่อยพูด แต่พอเจอสัมภาษณ์ก๊อกรั่วกันเลยทีเดียว พูดไม่หยุด อันนี้ก็ถือว่าเวิ่นเว้อเกินไป = =; … มันไม่มีเคล็ดลับอะไรตายตัว ก็ขอให้ทุกคนโชคดี !!

ปล.ใครที่ยื่นสมัครหลายที่ แล้วไปติดหลายที่ อย่าลืมไปขอโทษบริษัทที่ปฏิเสธไปด้วยตัวเองเน้อ จะได้ไม่เสียชื่อเสียง และทำให้รุ่นน้องรุ่นต่อๆ ไปต้องลำบากด้วย

(ถึงตรงนี้ ใครจะอ่านต่อก็…. ทำใจนิด เพราะ…. ยาวชะมัดเลยวุ้ย … (พิมพ์เองยังตกใจ) แต่ก็เป็นเรื่องราวการฝึกงานของเราน่ะนะ…)

จะขอพูดถึงทำงานในรูปแบบบริษัทละกันนะ เพราะเป็นประสบการณ์ตรงจากเราและเพื่อนๆ ที่มาเล่าแบ่งปันกัน เริ่มจากของข้าพเจ้าก่อนละกันนะ

ข้าน้อยได้ไปฝึกงานบริษัททำแอนิเมชั่นแห่งหนึ่ง (ถ้าอ่านย้อนหลังไป จะรู้ว่าเป็นที่ใด) แรกๆ ที่ไปฝึกงาน สถานที่แห่งนั้นล้วนแต่เป็นที่ตื่นตาตื่นใจ ทุกอย่างแปลกใหม่ ผู้คนมากมาย ทำงานอยู่ในส่วนของตนอย่างขยันขันแข็ง ระบบรักษาความปลอดภัยของที่นี่ก็ดีเยี่ยมเลยทีเดียว เพราะใช้ระบบสแกนนิ้วผ่านเข้าประตู และลงบันทึกเวลาเข้าออกทำงาน (= =; ซึ่งปัญหาคือแสกนไม่ติดก็มี ฮาๆๆ)  เปิดประตูทิ้งไว้นานๆ ก็ไม่ได้ เพราะระบบสัญญาณจะร้องดัง ขอบอกว่าดังมากๆ ตึกมีกี่ชั้นนี่ ได้ยินกันทั่วตึกเลยล่ะ… มาถึงก็มีพี่ฝ่ายบุคคลมารับเรากับเพื่อนขึ้นไปคุยตกลงเซ็นสัญญา (นี่ขนาดฝึกงานยังต้องเซ็น…) กฎก็มีอยู่ไม่กี่ข้อ แต่โหดเอาเรื่องเลยล่ะ (เพราะเป็นบริษัทที่ค่อนข้างมีชื่อเสียงน่ะนะ) เช่น ต้องมาทำงานตอน 9 โมง ถ้า 9 โมง 1 นาที ก็ถือว่าสาย “…..” สายเกิน 3 ครั้ง จะถือว่าฝึกไม่ผ่าน “….” ห้ามเอาโน๊ตบุ๊คมา แฟลชไดร์ฟถ้าจะเอามาต่อ ต้องติดต่อฝ่าย IT ก่อน หลังจากฝึกใกล้จบ จะต้องมีพรีเซ้นผลงานด้วย “…!!!” บลาบลา พี่เค้าก็พูดติดตลกว่า จะเปลี่ยนใจไม่ฝึกก็ได้นะ แต่คงไม่ทันแล้วล่ะก็เพราะเซ็นชื่อกันไปหมดแล้ว (ซะงั้นอ๊ะ!!!) แล้วพี่ฝ่ายบุคคลก็พาพวกเราไปแนะนำตัวทั่วบริษัทเลยล่ะ มีหลายฝ่ายหลายแผนกมาก ซึ่งคนก็เยอะมากด้วยเช่นกัน!! แล้วใครจะไปจำชื่อได้หมดล่ะเนี่ย!!! ไอเรายิ่งเป็นพวกความจำรั่วไหลเป็นก๊อกอยู่ด้วย….

หลังจากนั้นเรากับเพื่อนอีกสองคน และเพื่อนต่างมอ ที่มาจากม.กรุงเทพ ก็แยกย้ายกันไปประจำหน่วยของตนค่ะ ซึ่งในตอนแรกเราจะต้องไปทำฝ่าย BG ก็ได้นั่งคุยกับพี่ที่คุมอยู่นิดหน่อย พี่เค้าก็เป็นกันเอง แต่แอบเกร็งๆ อยู่ แต่พอคุยไปซักพัก ก็มีพี่คนที่เคยสัมภาษณ์มาทักว่า ทำไมไม่ไปอยู่ฝ่าย Design ล่ะ จริงๆ ต้องให้เราไปออกแบบคาแร็คเตอร์ (อ้าวซะงั้น!!) เพราะมีเพื่อนเราคนนึงไปทำฝ่าย Design สลับกับเรา พอคุยตกลงกัน พี่ๆ เค้าก็เลยว่าจะให้เราไปทำ Design ก่อนเดือนแรก แล้วเดือนหลังจึงจะไปทำฝ่าย BG … ตอนนั้นเราก็งงๆ แหละนะ แต่พี่เค้าว่าไงก็ว่าตามกัน ก็เลยไปนั่งฝ่าย Design ออกแบบคาแร็คเตอร์ … แต่เพื่อนเราที่ต้องสลับกันพี่เค้าขอให้อยู่ห้อง Design ช่วยไกด์สีตัวละครไปก่อน ก็เลยได้นั่งห้องเดียวกัน… ใครว่าการทำงานแบบนี้เป็นเรื่องง่าย แต่เอาเข้าจริงๆ ไม่ใช่เลยล่ะค่ะ เพราะการที่จะต้องมาปรับลายเส้นของตัวเองให้เข้ากับของบริษัทนี่ เป็นอะไรที่ยากมาก ไม่ว่าจะวาดไปเท่าไหร่… พี่เค้าก็ต้องเอาไปวาดต่อใหม่อีกทีเช่นเดิม… มันให้ความรู้สึกแบบว่า นี่เราวาดไปทำไมนะ… ที่ซ้ำร้ายกว่านั้น เพื่อนที่ว่านี้ ดันเป็นเทพที่สุดของสายที่เราเรียนด้วยล่ะ!! ทั้งวาดรูปเก่ง ลงสีก็เก่ง ผลงานมีเยอะแยะ งามๆ ทั้งนั้น พอพี่ๆ เค้าขอดูผลงาน พอเห็นของเพื่อนเราก็ชมยกยอกันใหญ่เลยล่ะ ทำให้เรากลายเป็นหมาหัวเน่าของห้องนั้นไปโดยบัดดล… คงไม่มีใครอยากโดนเปรียบเทียบ ไม่มีใครอยากโดนเมิน … แต่นั่นแหละ โดนเราเต็มๆ เลยล่ะ … พอเราดีไซน์ตัวละครไปให้พี่เค้าเท่าไหร่ ก็เหมือนจะไม่ถูกใจซักที เลยเบื่อๆ ให้เพื่อนลองวาดมั่ง แล้วปรากฎว่าอะไรรู้มั้ย … ลายเส้นเพื่อนเราก็ไม่ใช่ลายเส้นบริษัทเลยล่ะ รายละเอียดก็ไม่ได้ตัดทอนสำหรับการ์ตูนเท่าไหร่ แต่พี่เค้ามาเห็น เค้าบอกว่า มันสวย มันเจ๋ง เอานี้แหละ!! เฮ้ย … ตรูข้าวาดไปตั้งกี่สิบรูป พยายามไปตั้งเท่าไหร่ … แต่พอเจอเทพรูปเดียว.. มันต่างกันขนาดนี้เลยหรอ… เพื่อนสนิทมันก็ปลอบใจว่า คนเราเวลาเห็นอะไรแล้วบูชา สายตาเค้าก็คงไม่มามองอะไรอย่างเราหรอก เฮ้อ นั่นสินะ แล้วก็สลดไป… เป็นอย่างนี้อยู่สัปดาห์นึงเลยล่ะค่ะ… ตอนเช้ามาด้วยอารมณ์แจ่มใส ตั้งใจทำงาน มาถึงก็หัดวาดคาแร็คเตอร์การบ้านที่พี่เค้าให้ไว้เลย… แต่พอเริ่มบ่ายๆ ก็จะเจอเหตุการณ์แบบข้างบน … กลับหอก็ด้วยอารมณ์สุดแสนจะเซ็งทุกครั้งเลยล่ะ แต่ก็ยังดีนะ ที่กลับมาก็นั่งเปิดเมะดูกินข้าวไป ทำให้ผ่อนคลายจากเรื่องเซ็งๆ นี้ได้บ้าง … เข้านอนแล้วก็ตื่นเช้าไปแบบสดใสทุกวัน แล้วก็วนลูปแบบเดิมอ่ะ ล่อไปอาทิตย์นึงเต็มๆ จนกระทั่ง…

จู่ๆ ก็มีพี่จากแผนกอื่น มาขอตัวตัวน้องฝึกงานไปคนนึง เพราะอีกแผนก กำลังขาดคน… พอถามว่าต้องไปทำงานประเภทอะไร พี่เค้าก็บอกว่าพวกอิลลัส คีย์อาร์ต บลาบลา พอได้ยินว่าต้องใช้ illust ทำ เพื่อนเทพของเราก็ขอถอนตัวทันใด… เพราะทำไม่เป็น… ซะงั้น = =; เค้าเทพเฉพาะงานเพ้นท์ กับพวกวาดตัวละคร… บางทีก็มาแอบคิดนะว่า เป็นเทพ แต่เทพได้แค่อย่างเดียว แล้วอย่างอื่นทำไม่ได้เนี่ย มันจะดีมั้ยนั่น…. บางทีเพื่อนเทพของเราก็ชอบพูดทำนองว่า ฝีมือตัวเองใช้ไม่ได้เลย อย่างนู้นอย่างนี้ … บางครั้งมันก็อดรนทนฟังไม่ไหวหรอกนะ เลยพูดตอกกลับไปประมาณว่า ถ้าอย่างเทพเรายังฝีมือใช้ไม่ได้ล่ะก็ เราคงได้ไปไถนาตั้งแต่ก่อนมาเรียนแล้ว (เล่าให้แม่ฟัง แม่ขำล่ะ =w=;)… (ถ้าเพื่อนเทพของเราเกิดมาอ่านเจอ ก็อย่าถือโทษโกรธกันเลยแล้วกันนะ เพราะนี่เป็นความรู้สึกจริงๆ ของเรา เพราะเราเองก็ไม่อยากให้ใครมาเปรียบเทียบ แล้วก็ไม่ชอบพวกโอ้อวดตนเท่าไหร่ มันข่มคนอื่นทางอ้อมรู้บ้างมั้ย…. แต่ถึงยังไงเราก็เป็นเพื่อนกันอยู่ดีละนะ) … สุดท้าย ไอเราเลยต้องย้ายไปนั่งอีกแผนกนึง ซึ่งทำเกี่ยวกับพวก content (มีหลายคนถามว่ามันทำอะไรล่ะนั่น ถ้าคนเก่งภาษาอังกฤษก็ไม่ต้องอธิบายมาก จะอธิบายให้ฟังง่ายๆ ละกันว่ามันเป็นงาน “จิปาถะ” อ่านต่อจะรู้เอง)

พอย้ายมาแผนกนี้ตอนแรกๆ ก็ไม่ค่อยชิน แต่ก็ต้องปรับตัวล่ะค่ะ เพราะงานนี้มานั่งโชว์เดี่ยวอยู่กลางแผนกเลย แถมยังนั่งข้างๆ พี่คนที่สั่งงานด้วย เลยยิ่งเกร็งเป็นเท่าตัว คอม PC ไม่มีให้ใช้ เลยต้องใช้ Notebook ไปแทนก่อน ก็แอบช้าเอาเรื่องเหมือนกัน ลงโปรแกรมรุ่นใหม่ๆ ไม่ได้ เพราะเดี๋ยวมันจะค้างเอา ฮ่าๆๆ พี่ที่คุมนี้สั่งงานได้ตลอดเลยล่ะค่ะ ไม่ปล่อยให้เรามือว่างเลย ฮ่าๆ แต่ก็ดีอย่างนึงตรงที่ใช้คอมเป็นของตัวเอง แถมยังมีเน็ตให้เล่นด้วย (เน็ตคือประเด็นหลัก ฮ่าๆ) เลยพลอยได้พักผ่อนจากการงานเข้าเว็บดูนู่นดูนี่ อัพบล็อคบ้างอะไรบ้าง (ฝึกงานนะเนี่ย!!!) เพื่อนที่อยู่ห้องอื่นๆ ก็เลยพลอยอิจฉาเราตรงมีเน็ตให้เล่นเนี่ยแหละ ฮาๆๆ …. ได้ทำงานอะไรไปบ้างนั้น ก็เช่น ทำโปสเตอร์ ใบปลิว โฆษณาตัวละครของบริษัท ทำป้ายแสตนด์ รีทัชัรูป ทำของพรีเมี่ยมต่างๆ เช่น พวกกุญแจ สมุดโน๊ต กระเป๋าดินสอ ฯลฯ (ส่วนใหญ่ก็ทำในอิลลัส น่ะ แล้วก็ส่งต่อไปให้บริษัทที่รับจ้างทำ ไปผลิตต่อ) มาคิดๆ ดู มันก็ไม่ตรงกับสาย 2D ที่มาฝึกซะทีเดียวหรอกนะ ฮาๆๆๆ แต่ใจจริงแล้วเราชอบงานจิปาถะแบบนี้มากกว่าล่ะ!! มันไม่ซ้ำ ต้องใช้ไอเดีย ความคิด หัวศิลป์ การจัดวาง ได้ความรู้เกี่ยวกับศัพท์ใหม่ๆ ได้เทคนิคในการทำงาน เช่น บางทีการทำงานกราฟฟิกอิลลัสนี้ อะไรที่ลักไก่ได้ ให้ทำเลย จะมานั่งสร้างใหม่เองตลอด มันจะเสียเวลา.. หรือเวลาพี่เค้าสั่งงานอะไร ถ้าเราสงสัย ให้ถามไปเลย อย่ามัวแต่มานั่งมู่ทู่ทำไป เพราะทำเสร็จโดนแก้ มันก็ไม่คุ้มหรอก (อันนี้โดนไปเต็มๆ เลยค่ะ จนหลังๆ พอทำงานแล้วต้องมีการเลือก หรือตัดสินใจขึ้นมา เราจะเรียกพี่เค้ามาดูเลย ฮ่าๆๆ พี่เค้าก็ชมว่า แหมเดี๋ยวนี้รู้ัใจพี่นะเนี่ย) … อยากรู้อะไร อยากเรียนอะไร ให้ถามพี่เค้าได้เลย ไม่ต้องเก็บความสงสัยไว้ รับรองว่าพี่เค้าสอนแน่ๆ (ซึ่งก็เป็นแบบนั้นจริงๆ ค่ะ พี่เค้าใจดีกันมากๆ) อะไรต่างๆ ก็เลยดีขึ้นมากค่ะ การไปทำงานทุกวันเลยไม่น่าเบื่ออีกต่อไป และก็ไม่มีอารมณ์เซ็งๆ ด้วย ชอบแบบนี้มากเลยล่ะค่ะ ^^ รู้สึกเหมือนตัวเองได้เป็นส่วนนึงของครอบครัวใหญ่ พี่ๆ ที่แผนก ก็มักจะมาขอให้ช่วยทำนู่นทำนี่ให้หน่อย ไอเราก็รับงานจนล้นมือจริงๆ แต่ก็รู้สึกว่า ตัวเองเป็นคนสำคัญของที่นี่ไงงั้นเลยล่ะ มีความสุขมาก ^^ แม้จะงานหนัก แต่พอค่อยๆ ทำ ค่อยเคลียร์ไปทีละชิ้น พอเสร็จไปซักชิ้น ก็จะรู้สึกเหมือนเคลียร์มิชชั่นนึงไปได้ ให้ความรู้สึกดีมากๆ เลยล่ะ (หรือเราจะโรคจิตนะ ? ฮาๆๆ) ตอนนี้แทบจะรู้จักชื่อพี่ๆ ทั้งบริษัทได้แล้วก็ว่าได้ค่ะ แต่เพื่อนเราอีกสองคนที่นั่งทำแต่งานแผนกตัวเอง ก็รู้จักคนไม่เยอะเท่าเราเท่าไหร่ (แอบภูมิใจ ฮ่าๆๆ) แถมยังได้ไปสนิทกับพวกพี่ๆ ห้อง 3D ด้วยล่ะ (เสล่อไปเองล่ะ ฮ่าๆๆ) มีพี่ที่เป็นแฟนกันคู่นึง พี่เค้าติดการ์ตูนเหมือนกัน เลยชอบเอาดีวีดีการ์ตูนมาให้เรายืมดู แล้วก็แลกการ์ตูนกัน คุยกันได้อย่างสบายๆ (สไตล์โอตาคุ!?) ส่วนแผนกไอที แรกๆ ก็ไม่ค่อยได้คุยกันค่ะ หลังๆ มานี้ พี่เค้าจะชอบเรียกไปดูเทคโนโลยีใหม่ๆ พอเราก็มีอะไรใหม่ๆ ให้พี่เค้าดูบ้าง ก็เลยได้คุยสนิทกันไปเลย อย่างรวดเร็วซะงั้น ฮาๆๆ … และก็มีพี่คนใหม่เข้ามาทำงานค่ะ ไอเราก็เด้งไปอยู่ซอยสอง (ละแวกโต๊ะน่ะ) ซึ่งเป็นฝ่ายบัญชี ก็เลยพอได้คุยกับพี่ที่นั่งข้างๆ แล้วก็สนิทกับพี่ๆ เค้าด้วยล่ะค่ะ ใจดีกันทุกคนเลย ^^ … ตอนนี้ทุกอย่างก็เลยไปได้สวยด้วยดีเลยล่ะ… จนแทบจะไม่อยากนึกถึงวันที่ต้องจากที่ไหนไป ตามกำหนดสัญญาฝึกงานเลยแฮะ…

ก็เอาเป็นว่าจบเรื่องฝึกงาน ส่วนแรกไว้เพียงเท่านี้ (เพราะยังฝึกไม่จบ ฮาๆๆ แต่มีเรื่องให้เล่าเยอะแยะมาก)

หวังว่าบทความ(?) นี้จะมีประโยชน์กับใครซักคนบ้างนะ ^^ ขอบคุณที่กรุณาอ่านค่ะ

Leave a Reply

Fill in your details below or click an icon to log in:

WordPress.com Logo

You are commenting using your WordPress.com account. Log Out / Change )

Twitter picture

You are commenting using your Twitter account. Log Out / Change )

Facebook photo

You are commenting using your Facebook account. Log Out / Change )

Google+ photo

You are commenting using your Google+ account. Log Out / Change )

Connecting to %s