Previous Time

ไม่ได้อัพแบบไดอารี่ซะนาน – -‘ มีเรื่องที่อยากจะพิมพ์บอกเล่ามากมายใจจะขาด
แต่ด้วยความขี้เกียจ+งาน+จิปาถะ ทุกอย่างล้นมือไปหมด ฮ่ะๆ วันนี้ไหนๆ ก็ได้หยุดละ
หยุดก่อนจะต้องไปเรียนอีกในวันพรุ่ง… ก็ขอเล่าย้อนความแบบเอาที่สำคัญๆ พอจำได้ละกัน

วันศุกร์ 23 มกราคม 2552
วันก่อนไปช่วยงานที่ร้านเช่ากาตูนหน้ามอค่ะ เนื่องจากซี้กับพี่ที่ทำงานที่นั่น แล้วเผอิญว่า
วันนั้นงานยุ่งจัด คนขาด เลยไปช่วย แล้วบังเอิญว่ามีฝรั่งมาสอบถามค่ะ แล้วพี่แกก็ฟังไม่ออก
ส่วนไอเมย์ที่มาช่วยกะเรา มันก็แย่ภาษาอังกฤษถึงขั้นเกือบเลวร้าย 55+ ทำให้ที่พึ่งสุดท้าย
กลายเป็นเรา = =a ไม่รู้จะเรียกว่าซวยหรือดีเนี่ย แต่จำได้ว่าครั้งล่าสุดที่ได้คุยกับคนต่างชาติ
เป็นภาษาอังกฤษเนี่ย ม.ต้น นู่นเลยล่ะ ทำให้ความมั่นใจที่จะพูดอังกฤษเหลือ 5% – -a
เลวร้ายสุดๆ ไอเราก็พอฟังออกบ้างแหละ แต่ให้พูดกันเป็นประโยคเนี่ย เอือมตัวเองมาก
ตอนแรกก็ติดขัดค่ะ เพราะจำศัพท์คำว่า Rent ไม่ได้!! พอนึกออกก็เหมือนทางสว่าง
ก็ฝรั่งเค้าถามว่า หนังนี่คิดค่าเช่ายังไง ก็เลยตอบไปเป็นศัพท์คำๆ ค่ะ เนื่องจากไม่รู้จะเรียบ
เรียงออกมาเป็นประโยคยังไง 5555+ เลวร้ายสุดๆ แต่ฝรั่งก็พอเข้าใจค่ะ บอกไปว่าไม่ได้เช่า
แต่ขาย แผ่นละ 60 (พยายามจินตนาการว่า ไอนี่เล่นตอบเป็นศัพท์คำๆ เลย ละกัน 55+)
พอสื่อสารกันจบ ฝรั่งเค้าก็ซื้อหนังไปแผ่นนึงค่ะ และต้องให้เค้ารอในร้าน อึดอัดใจมาก
แต่ฝรั่งเค้าก็ทำหน้าแบบยิ้มๆ แบบนี้>> ^^b << ยกนิ้วโป้งบอกว่า “Good” ด้วยนะเธอ!!
รู้สึกตัวเองแย่สุดๆ แต่สื่อสารได้แค่นี้ก็ปลื้มแล้ว หะหะ ประสบการณ์ชีวิตกะชาวต่างชาติ
รอบที่เท่าไหร่ไม่รู้แห่ง(หลาย)ปี คิดๆ แล้วบางทีก็อยากลองเจอชาวต่างชาติญี่ปุ่นมั่งน๊า
แบบว่า อยากรู้ว่าจะฟังรู้เรื่องมั้ย ฮาๆ อยากลองพูดด้วยนั่นแหละ หะหะ

วันเสาร์ 24 มกราคม 2552
วันนี้ก็ไม่มีอะไรมากค่ะ อยู่คนเดียว น้องเมทกลับบ้าน เพื่อนกลับบ้าน เป็นความรู้สึกแบบว่า
อยู่คนเดียวบนโลกนี้เลย (เว่อร์) ก็แค่เหงาเล็กน้อย แต่ก็จะมามัวกังวลใจเรื่องนี้ก็ใช่อยู่
เพราะว่าวันอาทิตย์นี้ มีสอบจบคอร์สญี่ปุ่นที่ไปเรียนนั่นเอง!!! ก็เลยลุยนั่งอ่านมันตั้งกะเย็น
ยันตีสองค่ะ รวมแล้วราวๆ 7-8 ชั่วโมงได้ สุดๆ ค่ะ ตัวเองยังงงเองเลย ว่าทำไปได้ไง
ถ้าเป็นอ่านหนังสือวิชาเรียนทั่วไป หลับคาหนังสือไปแล้ว 555+ มันน่าย้ายคณะจริงๆ
คงเพราะชอบภาษาญี่ปุ่นด้วยล่ะมั้งคะ ก็เลยทำได้ขนาดนี้ หะหะ ^^’ อยากเรียนแล้วเอาไปใช้
ในชีวิตจริงๆ เลยเชียวนะนั่น -..- ไม่รู้ล่ะจบคอร์สนี้ก็ต้องเรียนคอร์สต่อไปให้ได้

วันอาทิตย์ 25 มกราคม 2552
วันนี้ไปสอบญี่ปุ่นค่ะ เข้าไปแรกๆ อาจารย์ไทยก็จะทบทวนให้ ก็สนุกดีค่ะ พอรอบหลัง
อาจารย์ญี่ปุ่นก็จะเข้ามาสอบ ไอเราทำเสร็จคนแรก แต่ไม่ได้ทันตรวจกระดาษคำตอบ
ด้านหลัง ไม่รู้จะผิดไปบ้างรึป่าว เลวร้ายสุดๆ 55+ กลัวอย่างเดียวคือ เขียนฮิรางานะ
สลับกับคาตากานะ =__=’ จะสัพเพร่าไหมเนี่ยฉัน ขากลับก็แวะไปร้านการ์ตูน ไปเอา
หนังสือการ์ตูนที่สั่งไว้ค่ะ Skip Beat! ยกเซ็ตนั่นเอง 1-17 เล่ม (ยังไม่จบนะ)
แล้วก็ Blood+ เล่ม 5(จบ) Honey&Clover เล่ม3 รวมแล้ว 19 เล่มค่ะ ต้องจ่ายประมาณ
785 จากราคาหน้าปก แต่พี่เค้าลดให้ 20% เลยเหลือ 620 ค่ะ ไอตอนหยิบหนังสือมาตั้ง
ให้พี่เค้าคิดราคาเนี่ย คนขายกะเพื่อนเค้าก็พูดแซวเราเล่นกันอย่างสนุกสนาน – -‘
พี่เค้าบอกว่า น้องเนี่ยน่ารักเน๊อะ เอามือถือในกระเป๋ามาค้นดูซิ สงสัยเบอร์หนุ่มๆ เต็มแน่เลย
ไอเราก็ได้แต่ทำหน้ายิ้มแห้งๆ แบบเห๋เก ปฏิเสธไปว่า ไม่มีหรอกค่ะ หะหะ
พี่เค้าก็บอกว่าไม่ต้องปิดหรอก น่ารักแบบนี้ … =__= ไม่อยากจะเถียงแล้วล่ะค่ะ
เลยพูดกับตัวเองในใจว่า… “ตูมาซื้อการ์ตูนที่เกือบยี่สิบเล่มแบบนี้ ผู้ชายไหนมันจะเอาฟระ!?”
พอเอามาเล่าให้เมย์มันฟัง มันก็หัวเราะใหญ่เลยล่ะค่ะ 555+

กลับมาที่หอก็เจอน้องเมทกลับมาแล้ว เลยมาช่วยกันแกะการ์ตูนอ่านกันใหญ่ แต่นับถือน้อง
แกจริงๆ ที่สามารถอ่าน skip beat 17 เล่มจบ ภายในครึ่งคืน =___=’ ข้าน้อยพยายามแล้ว
ยังได้แค่ 1 ใน 2-3 ของน้องแกเอง 55+ แต่น้องเค้าอ่านแล้วก็ท่าทางจะชอบใจ แบบว่า
สนุกดี ก็ดีใจค่ะ อย่างน้อยการ์ตูนที่เราซื้อมา มันก็ไม่ใช่แค่ตูอ่านคนเีดียวล่ะว้า ไหนจะยัง
ต้องเอาไปประเคนนู๋เมย์ต่ออีก แต่เราขออ่านก่อนเต๊อะ 55+

——————————————————————————————

เข้าสู่ชีวิตประจำวัน ช่วงนี้ร่างกายตัวเองแย่มากๆ ค่ะ นอนดึก แล้วข้าวก็กินอยู่สองมื้อ
กำลังกายก็ไม่ค่อยจะออก เลยรู้สึกว่าภายในคงไม่สู้ดีเท่าไหร่ตอนนี้ เห็นทีจะต้องปฏิวัติ
ตัวเองกะเค้าบ้างแล้ว เมื่อคืนก็ไม่ไหวจริงๆ เลยนอนเร็วตั้งกะเที่ยงคืนค่ะ
ตอนเช้าก็ตื่นมาใส่บาตรกับเมย์ รู้สึกสดชื่นสุดๆ นอนเร็วๆ มันก็ดีแบบนี้ล่ะน๊า
ต่อไปจะพยายามนอนให้เร็วขึ้นดีกว่าล่ะ ฮึ่ม แต่ก็ไม่ใช่แค่เราที่รู้สึกไม่ดีค่ะ
ยุ้ยเมทของเมย์ก็เช่นกัน ปวดท้อง ปวดหัว กันบ่อยๆ ช่วงนี้มันวิกฤตอะไรกันนักน๊า
ไอเรานอนน้อยเลยปวดท้อง ก็ปวดมันทั้งวัน ขาก็เจ็บเป็นครั้งคราว แย่แน่ๆ เลวร้ายสุดๆ 55+
ใครมีวิธีแนะนำการออกกำลังกายอะไรที่ ไม่ต้องใช้กำลังมาก อุปกรณ์หาไม่ยาก
อะไรแบบนี้บ้างมั้ยน๊า -..-” ใครรู้ก็บอกกันมั่งเน้อ

ส่วนเรื่องที่บ้านก็ ช่วงหลายวันที่ผ่านมาแม่ไปเที่ยวภูเก็ตค่ะ ไม่เชิงเที่ยวหรอก ไปประชุมน่ะ
ส่วนน้องตัวแสบก็อยู่ที่บ้านค่ะ แม่บอกว่าพ่อจะซื้อมอไซค์ให้น้อง แต่มาขออนุญาตแม่ก่อน
เอ้ย!! มันจะข้ามหน้าข้ามตาไปแล้วไอน้อง มือถือก็ได้ใหม่ โนเกียเอ๊กเพรส นี่ยังคิดจะเอา
แมงกะไซค์อีกเร๊อะ!! ไอเรามือถือนี่ตั้งกะม.6 (ไอน้องเราได้ใหม่ตอนเราขึ้นปี1 แล้วเปลี่ยน
เป็นโนเกียตอนเราขึ้น ปี2) แม่ก็ไม่ค่อยเห็นด้วยที่จะให้มันได้มอไซค์ แต่พ่อบอกว่าจะซื้อให้
กลัวว่ามันจะเอาไปรับสาวรับเพื่อนอ่ะดิ =__= ไม่ก็ขับไปเที่ยว แล้วถ้าไปล้มล่ะทำไง
สงสัยเราคงจะคิดมากไปเองแหละ แต่แม่บอกจะสอนเราขับรถยนต์ อยากจะปฏิเสธสุดแรง
ไม่กล้าขับแฮ่ =__=’ ไอยิ่งขับง่ายๆ เนี่ยแหละ กลัวสุดๆ คันมันใหญ่จะตายไป
ถ้าชนล่ะ 555+ (เป็นกระต่ายตื่นตูมไปตั้งกะเมื่อไหร่นะเรา …)

เมื่อก่อนเคยคุยกับเพื่อนคนนึงค่ะ เรื่องเกี่ยวกับเืพื่อนเนี่ยล่ะ แต่ตอนนั้นเราอธิบายได้
ไม่ค่อยดีเลย จนเมื่อวันก่อนก็เจอปัญหาเรื่องเพื่อนสไตล์เดิม คือเพื่อนเราคนนึงเค้ามาปรึกษา
ว่าทำไมเค้าไว้ใจเพื่อน ทำอะไรให้เพื่อนทุกอย่าง แต่เพื่อนกลับยิ่งตีตัวห่างออกไป
คือเราน่ะรู้ว่าทำไม แต่ก่อนหน้านั้นเคยตอบให้เพื่อนคนนึงไป แต่ตอบได้ไม่ค่อยดี จน
คราวนี้รู้สึกว่าเรียบเรียงคำพูดได้ดีขึ้นเยอะค่ะ ปัญหามันก็อยู่ที่ว่า มนุษย์เรามีระบบป้องกันตัว
สมมุติเป็นภาพละกันนะ(จินตนาการเอา) ถ้ามีคนสองคนยืนหันหน้าหากันอยู่ห่างกัน 5 เมตร
ระยะของคนไม่รู้จัก เมื่อรู้จักก็เดินเข้ามาหากันคนละก้าว ยิ่งทำความรู้จักสนิทกันเป็นเพื่อน
ระยะทางอาจจะเหลืออยู่ 2-3 เมตร นั่นคือเพื่อน แล้วถ้าทั้งสองคนก้าวเดินเข้าหากันเรื่อยๆ
มันก็จะใกล้เกินกว่าคำว่าเพื่อน ใช่ นั่นอาจจะพัฒนาจนกลายเป็นความชอบและรักตามมา
แต่..ถ้ามันกลายเป็นการก้าวล้ำมาของฝ่ายใดฝ่ายหนึ่งล่ะ โดยที่อีกฝ่ายอยากรักษาระยะห่าง
นั้นไว้เท่าเดิมของคำว่าเพื่อน มันก็เป็นของตายอยู่แล้ว ที่ฝ่ายไม่เต็มใจ ย่อมจะถอยหลังกลับ
แล้วยิ่งเข้ามาใกล้ อีกฝ่ายก็จะยิ่งถอยห่างออกไป ห่างออกไป ห่างออกไป… จนอาจจะกลาย
เป็นความสัมพันธ์แค่คนรู้จัก หรือคนไม่รู้จักไปเลย ก็เป็นได้…

จะให้แนะนำว่าอย่าไปใส่ใจเพื่อน อย่าทำอะไรให้เพื่อนมาก มันก็ใช่เหตุ แต่พอมาลองมอง
ย้อนดูตัวเราเองกับเมย์ที่สนิทกันมากๆ ตอนนี้ ว่าทำอะไรให้กันบ้างหว่า คำตอบคือ มันก็
ไม่ค่อยจะทำอะไรให้กันเลยซักเท่าไหร่ 55+ ไม่ใช่ว่าไม่อยากทำ แต่ก็ไม่ใช่ว่าอยากทำ
เอ๊ะยังไง? เอาง่ายๆ ก็คงเป็น ขอแค่ไว้ใจกัน ไม่ทำความเดือดร้อนให้แก่กัน มีอะไรก็ช่วยๆ กัน
แค่นั้นก็เรียกว่าเพื่อนได้แล้วล่ะ ไม่ต้องซื้อของมาประเคนความสัมพันธ์ ไม่ต้องพูดประจบ
เอาใจ … ง่ายๆ ก็คือ “เพื่อนกันไม่ต้องใส่ใจกันมากนั่นเอง แต่รู้ใจก็พอ” และก็ไม่ต้องเกรงใจ
กันมากมายด้วย เพื่อนกัน ยังไงก็ต้องรับได้อยู่แล้ว จะมีใครคิดแบบนี้บ้างมั้ยนะ^^

ช่วงนี้ก็ได้คุยอยู่กับรุ่นน้องคนนึงค่ะ เค้ามีความคิดที่แปลกมาก ไม่เคยรู้จักใครที่คิดแบบนี้
เค้าบอกว่า ถ้าเป็นไปได้ เค้าอยากจะแยกร่าง แล้วไปคบกับคนทุกคนที่มาชอบตัวเค้า
ไอเราฟังดูยังไงๆ ก็ไม่เข้าหูค่ะ ไม่ถูกใจกับความคิดนี้เอาซะเลย =__= เพราะเหตุของความ
รู้สึกน่ะ มันต่างกันไปนะ คิดจะไปคบกับคนทุกคนที่มาชอบตัวเอง โดยที่ตัวเองอาจจะไม่ได้
รู้สึกเช่นเดียวกันนั้น น่าสงสารอีกฝ่ายจะตายไป แต่น้องมันตอบมาแบบนี้ค่ะว่า อยู่นานๆ ไป
เราก็อาจจะชอบเค้าเองนั่นแหละ … คิดง่ายไปมั้งไอนู๋ ใช่ว่าคบกันแล้ว แกอาจจะชอบเค้า
แต่เค้าอาจจะได้รู้จักแกมากขึ้น แล้วอาจจะรู้ว่าแกไม่ใช่ก็เป็นได้ ไม่ใช่ว่าคำว่าชอบ
หรือการคบกัน เป็นการตกลงปลงใจที่จะมีความรักร่วมกันซะหน่อย แต่ทำไมคนสมัยนี้
ถึงคิดว่ามันเป็นเรื่องแบบนั้นนะ พอเลิกรากันก็เสียอกเสียใจเป็นตาย อย่าลืมสิ่งหนึ่งไปสิว่า
การคบกันน่ะ เป็นแค่การคบหาดูใจดูนิสัยคน กันไปเท่านั้นเอง ไม่ใช่ว่าคบกันแล้วก็ต้อง
รักกันให้ใจขาดดิ้นซะเมื่อไหร่ แต่ถ้าคบกันนานๆ เข้า แล้วรู้สึกว่าคนนี้แหละใช่ และอีกฝ่าย
ก็มีใจเช่นเดียวกับเรา มันก็จะค่อยๆ พัฒนาและฟักฟูมออกมาเป็น “ความรัก” นั่นเอง

แล้วพอพูดถึงเรื่องแบบนี้ มันก็จะย้อนมาลงตัวเองค่ะ 555+ ก็ตอบได้เลยว่า ยังไม่รู้จักคำว่า
“ความรัก” จริงๆ เลยล่ะค่ะ รู้จักก็แค่ความรักของครอบครัว พ่อแม่พี่น้อง แต่กับแบบหนุ่มสาว
ยังไม่รู้จักหรอกค่ะ – -a ก็ยังไม่มีใครที่ให้รักได้ขนาดนั้นนี่น๊า~ ไอรุ่นน้องมันก็หาว่าเราแก่
มั่งล่ะ ไม่รีบหาแฟน ไรงี้ แหม ก็มันยังไม่เจอนี่หว่า =__=; แล้วให้เราเข้าไปจีบผู้ชายก่อน
มันร่านไปมั้งแบบนั้น ไม่เอาอ่ะ ขออยู่เงียบๆ ตัวคนเดียวแบบนี้ดีกว่า ใครจะเข้ามาเปิดใจ
ก็ตามสบายไม่ได้ขัดขวาง แต่ถ้าไม่ใช่ล่ะก็ ขอบอกเลยว่า ข้าน้อยเดินถอยหนีแน่ๆ – -a
(เหมือนระบบป้องกันตัวของมนุษย์นั่นเอง ฮา~) พอคุยกับมันเรื่องสเปคผู้ชายเนี่ย ถูกใจมาก
บอกมันไปว่า สเปคชายหนุ่มในอุดมคติเรานั้น ต้องเป็น ผู้ใหญ่(นิสัยนะ) เก่ง ฉลาด(ไม่เอาโง่)
แก้ปัญหาเก่ง หาเงินได้ มีการมีงานทำ งานบ้านงานเรือนได้ แล้วถ้ายิ่งทำอาหารเป็นละก็
จะรับพิจารณาเป็นพิเศษเลยล่ะ!! ไอรุ่นน้องมันก็ด่ามาว่า ขึ้นคานแน่ๆ =__= เออ ขอบคุณ
ไม่ต้องแช่งก็รู้อยู่แล้วล่ะ 555+ แหมผู้หญิงก็ต้องการผู้ชายที่เก่ง เลี้ยงครอบครัวได้
เป็นผู้ชายที่สมชายชาตรี ไม่อ้อนแอ้น จิตใจอ่อนแอแบบผู้หญิงหรอกนะ เพราะตูก็มีอยู่แล้ว
55+ คิดไปก็ขำๆ เล่าให้ไอเมย์ฟังก็ขำ แล้วมันก็บอกว่าจริง (จริงที่ว่าขึ้นคานน่ะ – -“)
ไม่ซีเรียสอยู่ละ ขึ้นคานก็ดีดิ อยู่เหนือใครๆ 55+พลิกวิกฤตเป็นโอกาส แล้วไปเที่ยวรอบโลก!

Advertisements

Leave a Reply

Fill in your details below or click an icon to log in:

WordPress.com Logo

You are commenting using your WordPress.com account. Log Out / Change )

Twitter picture

You are commenting using your Twitter account. Log Out / Change )

Facebook photo

You are commenting using your Facebook account. Log Out / Change )

Google+ photo

You are commenting using your Google+ account. Log Out / Change )

Connecting to %s