เรื่องราว..มากมาย

แต่พอมาพิมพ์ก็มักจะนึกไม่ออกทุกที ว่าจะพูดถึงเรื่องอะไร
ถ้ามีใครซักคนที่สามารถอ่านความคิดชั้นได้ละก็ เค้าคงว่า
ในหัวสมองยัยนี่อย่างกับไดอารี่ ฮ่ะๆ ไม่่ว่าจะเจอเรื่องอะไรเหตุการณ์ไหน
ก็เอามาเป็นไดอารี่ได้หมด มีเรื่องมีราว แต่พอมาพิมพ์คีย์บอร์ดทีไร
มันก็หายวับไปทันใดเลยค่ะ ถ้าจะมานั่งเทียนเขียน ก็คงต้องใช้เวลานาน
ก็มักเป็นแบบนี้นั่นแหละน๊า ฮ่ะๆ

เทอมหน้านั้น(คาดว่า)จะได้เช่าห้องอยู่คนเดียวแล้วล่ะค่ะ
เพราะว่าพี่มิ้น(น่าจะ)จบทันในเทอมนี้ (ไม่ได้แหลสดนะ แค่ประเมิณตามรูปการณ์)
ตอนแรกก็มีกังวลนิดหน่อยค่ะ เพราะตั้งแต่มาอยู่หอก็มีเมทอยู่ด้วย
แต่ถ้าต้องอยู่คนเดียว จะเป็นบ้ามั้ยเนี่ย มีหวังได้พูดคนเดียวในห้องล่ะค่ะ ฮ่ะๆ
แต่พอลองมานึกดูอีกทีเวลาอยู่คนเดียว จะทำอะไรๆ มันก็สบายไปซะหมดค่ะ
ทำงานดึกก็ไม่ต้องเกรงใจเรื่องเปิดไฟ จะตื่นเช้าก็ไม่ต้องแคร์ว่าใครยังนอนอยู่
ข้าวของเครื่องใช้ก็ใช้คนเดียว ไม่ต้องกังวลว่าใครจะมาใช้แล้วไม่ดูแล
คงเรียกว่าต้องรับผิดชอบตัวเองน่ะแหละค่ะ แต่ว่าปัจจุบันก็ทำอยู่นะ
แต่เหมือนกับว่าต้องดูแลพี่เมทเพิ่มอีกคน ทำความสะอาดห้องให้ เก็บของให้งี้
ถึงกระนั้นถ้ามีปัญหา แล้วมีคนอยู่ด้วย มันก็สบายใจแหละค่ะ
เพราะฉะนั้นหลังจากนี้ไปอาจจะต้องผจญชีวิตเดียวดายยิ่งขึ้น
แต่ชั้นเชื่อว่า จะต้องผ่านมันไปได้ค่ะ ฮ่ะๆ

วันนี้เช้าเรียนซาวน์ค่ะ พี่โบ๊ทสอนหลายอย่างเลยล่ะ เพราะอ.หมูมาช้านิด
รู้สึกว่าเรียนกับพี่โบ๊ทจะเป็นกันเองมากค่ะ แต่ถ้าเรียนกับอ.หมูก็รู้สึกว่า
เหมือนได้เรียนกับโปรฯ ให้ความรู้สึกต่างกันค่ะ แต่ก็สนุกทั้งสองแบบ ^^
แถมวันนี้ที่เรียนได้ข้อคิดในชีวิตอะไรหลายอย่างมากค่ะ ที่พอจำมาได้ก็
อ.หมู “เราจะทำงานได้เท่าที่เรามองเห็น” ก็คือถ้าเรายิ่งเห็นมากหรือรู้มากเท่าไหร่
เราก็ยิ่งทำงานได้กว้างไกลยิ่งขึ้นค่ะ แล้วก็มีเด็กกวนถามว่า “ถ้าเห็นแล้วลืมล่ะจารย์”
อ.หมูอึ้งไปนิดเลยล่ะค่ะ ฮ่ะๆ ประมาณว่าไอนี่คิดไปได้แฮะ 555+ แต่ก็ขำจริงๆ
พี่โบ๊ทเองก็แนะนำหนังสือหลายเล่มให้อ่าน เช่นพวกการ์ตูนเรื่อง “หมัด”
ไม่เคยได้ยินเลยแฮะ แล้วก็พวกนิทานเซนค่ะ ว่าจะลองไปหามาอ่านดู
พี่โบ๊ทยังบอกอีกว่า ปี2 น่ะ ถือว่าว่างสุดๆ แล้ว ควรรีบหาพวกความรู้ใส่ตัว
พวกเรียนพิเศษไรงี้ จำเป็นมาก ไอเราก็เลยคิดว่า เทอมหน้าไม่ก็ซัมเมอร์
จะไปลงเรียนอังกฤษเสริมค่ะ แต่ในใจก็ไม่ค่อยอยากเรียนอังกฤษค่ะ
เพราะเหมือนต้องขุดความกล้าขึ้นมาใช้ในการสนทนาไงก็ไม่รู้อ่ะ ฮ่ะๆ
แล้วก็อยากเรียนพวกศิลปะเสริมด้วยค่ะ แต่เรียนอะไรดีล่ะ.. ?
ถ้าพวกโปรแกรมนู่นโปรแกรมนี่ไม่ค่อยอยากเรียนเลยอ่ะ เรียนแล้วมันก็ได้แค่
ความรู้ใช้โปรแกรมเป็น แต่ฝีมือศิลปะถ้าไม่เอาอ่าวเนี่ย งานก็ไม่ดีหรอก เฮ้อ

และก็ที่ประหลาดใจค่ะวันนี้ พี่โบ๊ทชอบจ้องหน้าคนพูด -..-” ซึ่งตอนคุยท้ายคาบ
เราก็นั่งร่วมๆ กับเพื่อนอ่ะนะ แต่ไม่กี่คนไอเราก็หน้าสุด พี่โบ๊ทชอบจ้องอ่ะ
ทำตัวไม่ถูกแฮะเวลาจะจ้องตาคนอื่น – -” พี่เค้ายังบอกว่า หน้าเราคุ้นๆ นะ..
ไปคุ้นกะอะไรล่ะคะนั่น ไม่เอาสัตว์เลี้ยงที่บ้านนะ -๐-” แต่มันจะไม่คุ้นได้ไง
ก็ในเอ็มก็คุยกันอ๊ะ พี่โบ๊ทนั้น -..- ลืมชัวร์ป้าด! แต่ก็ไม่ซีเรียสค่ะ เข้าใจ T_T

ตอนบ่ายก็เรียนเขียนบท เอาอีกแล้วค่ะ จารย์ให้เขียนบทต่อจากคราวที่แล้ว
แถมให้ยาวกว่าเดิม มีต้นกลางจบ นั่น!!!! ไม่ชอบเขียนเลยง่ะ บอกอาจารย์ว่า
ขอไปทำเป็นการบ้าน แต่ลงประชามติไม่ผ่าน สรุปเลยต้องเขียนในห้องอ่ะ
อาจารย์คะ T_T ไม่ใช่ว่านู๋คิดไม่ออกนะ แต่เขียนมันไม่ถนัดอ่ะ
ให้เขียนบทยิ่งแล้วใหญ่ ไม่ทันกินค่ะ เพราะความคิดมันไปเร็วเกินความเร็วแสงค่ะ
-..-; ให้เขียนนู๋ก็ตามมันไม่ทันน่ะสิ ถ้าให้พิมพ์ก็ว่าไปอย่าง เพราะในเครื่อง
ตอนนี้ก็มีหลายสิบเรื่องที่พิมพ์คิดไว้เลยนะนั่น 555+ แต่สุดท้ายแล้ว
ก็ต้องเขียนจนได้ค่ะ กินไปประมาณ2แผ่น หน้า-หลังกระดาษ A5 เข็ดมือมาก
แถมไม่ได้ตัดเล็บด้วย จิกมือพ้นเลย T__T แถมคราวหน้าจารย์จะเอาคะแนน
ที่เคยทำงานมาบอกด้วย จะรอดมั้ยเนี่ยตู – -” แค่ผ่านมา 4 งานยังเก็บล่อ 20
มันกระจึ๋งเดียวเองอ๊ะ จากทั้งหมด คราวหน้าไม่ก็เร็วๆ นี้ ได้ล่อสตอร์รี่บอร์ดแล้ว
ดีใจมั้ยเนี่ย แต่วันนี้ก็ดีใจอย่างค่ะ ที่สามารถเขียนเรื่องอภินิหารตุ้มหูวิเศษ
ได้จนจบ (ชื่อเรื่องเว่อร์จิงแฮะ ความจริงคือยังไม่ได้คิดชื่อเรื่อง ฮ่ะๆ)
เพราะก่อนหน้านี้ เขียนไม่ออกค่ะ เพราะมันไม่ทันสิ่งที่คิดและเอามารวบรวม
จึงทำงานได้อย่างล่าช้า คราวหน้าคงต้องพกโน๊ตบุ๊คมาเรียน 55+
แต่จะส่งงานลงในกระดาษให้จารย์ยังไงล่ะฟระ!?

ช่วงนี้คึกอยากทำงานมากเลยล่ะค่ะ อยากหาเงินใช้เป็นของตัวเองได้มั่ง
ทีพี่มิ้น(รูมเมท) ไปทำงานมา เห็นว่าถ้าขยันทำจริงๆ คงตกเดือนละแสนแล้ว
มันจะไม่ได้เดือนละแสนได้ไง พี่แกไปทำงานทีได้ล่อครั้งละเกือบหมื่น – -”
แล้วไหนเทอมหน้าจะอยู่คนเดียวอีก อยากหาตังช่วยแม่จ่ายค่าหอจริงๆ ค่ะ
ถึงแม่จะบอกว่าไม่เป็นไรก็เถอะ พอปรึกษาพ่อดูพ่อก็บอกว่าพ่อจะจัดการให้
ให้เราตั้งใจเรียนอย่างเดียวก็พอ ก็เข้าใจความหมายของพ่อนะคะ
เพราะงานคณะก็เยอะ แต่เราก็อยากได้ประสบการณ์ข้างนอกด้วยแฮะ – -”
เอาเป็นว่าจะพยายามตั้งใจเรียนให้ดีที่สุดละกันค่ะ เรื่องงาน ค่อยไปคิดเอา
เวลาว่างๆ ช่วงซัมเมอละกัน รันทดจริงๆ T_T

ช่วงนี้น้องชายทำตัวมีปัญหามากค่ะ แม่โทรมาบ่นให้ฟัง ก็แบบว่านะคะ
เด็กผู้ชาย และก็อีกอย่างคนเป็นผลพวงมาจากเด็กๆ ด้วยแหล่ะค่ะ
เพราะแม่ชอบโอ๋น้อง จนเราต้องแอบไปร้องไห้กับเพื่อนที่โรงเรียนแหนะ
อดอิจฉาน้องไม่ได้เลยล่ะค่ะตอนนั้น แม่ชอบเอาใจมันคนเดียว ทีเราก็ว่าเอาๆ
แต่ก็ดีใจนะคะที่แม่ว่า เพราะทำให้เราเป็นผู้เป็นคนเหมือนอย่างตอนนี้ – -”
ไม่เหมือนไอน้องที่ตอนนี้ เรียกได้ว่า ดื้อ ก้าวร้าว ไร้มารยาท อกตัญญู …
เฮ้อ แถมแม่ก็อยู่กับน้องแค่สองคนเลยไม่รู้จะเป็นไงบ้าง เหมือนแม่กำหราบมัน
ไม่อยู่ สงสัยรอเราไปกระทืบมันอยู่ 555+ แต่ก็นะคะ จริงๆ เมื่อก่อนเราก็
ก้าวร้าวนะ จนถึงกับทำให้แม่ร้องไห้ ไม่ใช่ร้องไห้เพราะดีใจนะคะ เสียใจน่ะสิ
ไม่ใช่ครั้งเดียวหรอก แต่ก็ทำให้เรารู้สึกผิดบาปมากๆ การทำให้ใครคนนึง
ต้องเสียน้ำตาไม่ใช่เรื่องน่ายินดีเลยล่ะค่ะ หลังจากนั้นมา ก็สัญญากับตัวเองว่า
จะไม่ทำให้แม่ต้องเสียใจอีกค่ะ จึงตั้งใจทำทุกอย่างอย่างเต็มที่ ทั้งเรียน
ทั้งการงาน ทั้งการดูแลตัวเอง อาจจะเป็นเพราะมีคนที่เรารัก และอยากจะปกป้อง
เราจึงต้องเข้มแข็งขึ้น แล้ววันนี้คุณๆ ทั้งหลาย มีคนที่รู้สึกรักและอยากจะใช้ชีวิต
เพื่อเค้าบ้างหรือยัง ถ้าคุณยังหาเค้าไม่เจอ ก็ขอให้ลองมองหาคนใกล้ๆ ตัวดูนะคะ
ชั้นเองก็อยากให้แม่สั่งสอนน้องมันเยอะๆ หน่อย ดุหรือตีมันก็ได้ ถึงมันจะเสียใจ
ร้องไห้ แต่นั่นก็เป็นการแสดงออกถึงความรักในแบบหนึ่ง ที่เราโดนประจำ – -“แต่ก็ทำให้เราโตขึ้นมาได้จนป่านนี้ รู้สึกขอบคุณจากใจจริงๆ ค่ะ

บางเวลาคุณเคยตั้งกฎกับตัวเองบ้างมั้ย บางคนอาจจะหาว่าชั้นบ้าก็ได้นะคะ
ชอบตั้งข้อกักขังให้ตัวเอง ฮ่ะๆ แต่สำหรับฉันแล้ว มันคือบททดสอบค่ะ
เป็นการทดสอบคนรอบข้างแบบหนึ่ง ไม่ใช่ว่าไม่เปิดโอกาสนะคะ
แต่การที่จะมาเฝ้ารอ หรือพร่ำเพ้อในสิ่งที่ความเป็นจริงไม่มีทางเป็นจริง
มันก็คงไม่ใช่ชั้นแหละค่ะ ^^ เราเลือกหนทางเดินของตัวเองได้นี่นะ

อ้อ วันก่อนอ่านอาเรียค่ะ ใครไม่เคยอ่านก็แนะนำให้ไปลองหามาอ่านนะคะ
ของสำนักพิมพ์บงกช ล่าสุดออกถึงเล่ม 9 ค่ะ เป็นการ์ตูนสบายๆ
ภาพสวยๆ ได้ข้อคิดและมุมมองในชีวิตดีๆ อีกมากมายเลยล่ะค่ะ
และในเล่ม 9 นี้ ก็ติดใจอยู่ฉากนึง ซึ่งไอกะร้องไห้เสียใจที่มีคนไปนินทา
คุณอากิระคนที่เธอนับถือ ตัดคำพูดมาบางช่วงนะคะ >>
ไอกะ : ถ้าเขานินทาฉัน ซึ่งเกิดมาเป็นทายาทฮิเมยะอยู่แล้ว ก็อีกเรื่อง
แต่มาอิจฉาริษยาคนที่เริ่มจากศูนย์ จนมาถึงตำแหน่งสูงสุด
ได้อย่างคุณอาคิระเนี่ย ฉันยอมไม่ได้

อากิระ : นานมาแล้วมีงานแต่งงานงานนึง เขาว่ากันว่าเป็นงานที่หรูหรา
และวิเศษสุดๆ ..คู่บ่าวสาวก็สมกันราวกิ่งทองใบหยก.. สถานที่หรูหรา
แขกเหรื่อก็เป็นคนชั้นสูง เป็นงานที่เรียกว่าสุดยอดเลยล่ะ
เพียงแต่ถ้าสุดท้ายเจ้าสาวไม่ลื่นหัวคะมำลงไปในเค้กล่ะก็นะ…
หลังจากนั้นพอมีใครพูดถึงงานแต่งนี้ เรื่องมันก็กลับกลายเป็น
แขกเหรื่อพากันจำได้แต่ข้อผิดพลาดข้อนี้ไปกันหมด โดยเฉพาะตอนที่
เจ้าสาวคะมำลงไปในเค้กนั่นแหละที่แรงที่สุด… ทั้งๆ ที่ 99% ของพิธี
มันก็ไปได้ดีแล้วแท้ๆ แต่คนเรากลับลืมเรื่องดีๆ ไปซะงั้นแหละ
น่าแปลกนะ คนเราชินกับความสุขง่าย ทั้งๆ ที่มันเป็นเรื่องธรรมดาๆ
แต่พอมีเรื่องที่ไม่ถูกใจเกิดขึ้นสักเรื่อง ก็รู้สึกหนักอกหนักใจกับมันมากๆ
สงสัย.. ว่าคนเราให้น้ำหนักเรื่องไม่ถูกใจเป็นกี่เท่าของมันกันแน่
แทงกิ้วนะไอกะ อย่างฉันมีเธอร้องไห้ให้คนเดียวก็พอ ไม่ต้องใส่ใจหรอก
เขาว่าคนเราต้องเจ็บถึงจะแกร่งใช่มั้ย ฉันแกร่งมากก็ต้องเจ็บเยอะกว่า
ชาวบ้านเป็นธรรมดา …อย่าคิดว่าเรื่องดีเรื่องร้ายเป็นแค่เรื่องธรรมดาๆ
เราต้องรับมันให้ได้อย่างสงบด้วย…

Advertisements

Leave a Reply

Fill in your details below or click an icon to log in:

WordPress.com Logo

You are commenting using your WordPress.com account. Log Out / Change )

Twitter picture

You are commenting using your Twitter account. Log Out / Change )

Facebook photo

You are commenting using your Facebook account. Log Out / Change )

Google+ photo

You are commenting using your Google+ account. Log Out / Change )

Connecting to %s